การเลือกซื้อเพชรอาจเป็นเรื่องที่น่าสับสนสำหรับหลายคน แต่คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจหากเข้าใจหลักเกณฑ์สำคัญที่เรียกว่า 4Cs ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของเพชรทั้งธรรมชาติและเพชรที่ปลูกในห้องแล็บ
1. Carat (กะรัต)
กะรัตคือ หน่วยวัดน้ำหนักของเพชร ไม่ใช่ขนาด เพชร 1 กะรัต เท่ากับ 200 มิลลิกรัม หรือ 0.2 กรัม ยิ่งเพชรมีกะรัตมากเท่าไร ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะเพชรเม็ดใหญ่หาได้ยากกว่าเพชรเม็ดเล็ก อย่างไรก็ตาม เพชรที่มีกะรัตเท่ากันอาจมีขนาดที่มองเห็นได้ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการเจียระไน
- ข้อควรรู้: หากต้องการเพชรเม็ดใหญ่ในงบประมาณที่จำกัด ลองมองหาเพชรที่หนัก 0.90-0.99 กะรัต แทน 1.00 กะรัต เพราะจะมีราคาถูกกว่ามากแต่ขนาดต่างกันเพียงเล็กน้อย
2. Cut (การเจียระไน)
เกรดการเจียระไนจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ Excellent, Very Good, Good, Fair และ Poor
- เคล็ดลับ: หากเป็นไปได้ ควรเลือกเพชรที่มีเกรดการเจียระไน Excellent หรือ Very Good เพื่อให้เพชรมีประกายสูงสุด เพราะต่อให้เพชรมีสีและความสะอาดดีแค่ไหน แต่ถ้าการเจียระไนไม่ดีก็จะไม่เปล่งประกาย
3. Color (สี)
ได้รับอนุญาตจาก Google
- คำแนะนำ: หากต้องการเพชรที่มีความคุ้มค่า ให้เลือกเพชรที่มีเกรดสีระหว่าง G ถึง I เพราะเป็นเพชรที่ดูขาวใสด้วยตาเปล่า แต่มีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเพชรในเกรด D-F
4. Clarity (ความสะอาด)
ความสะอาดคือการวัด ตำหนิภายใน (Inclusions) และตำหนิภายนอก (Blemishes) ของเพชร โดยใช้กล้องขยาย 10 เท่าในการตรวจสอบ เกรดความสะอาดมีตั้งแต่ Flawless (ไร้ตำหนิ) ไปจนถึง Included (มีตำหนิเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า)
- คำแนะนำ: สำหรับการใช้งานทั่วไป คุณสามารถเลือกเพชรในเกรด VS1 ถึง SI2 ได้ เพราะเป็นเกรดที่ตำหนิส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณได้มากโดยที่ความสวยงามไม่ลดลง
สรุป: เลือกอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?
หากคุณมีงบประมาณจำกัดและต้องการเพชรที่ดูสวยที่สุดในสายตา ให้เน้นการเจียระไน (Cut) เป็นอันดับแรก ตามด้วยสี (Color) และความสะอาด (Cl)